dtacblog

สมาร์ทโฟนของคุณ จะกลายเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

การเชื่อมต่อไร้สายและสมาร์ทโฟนจะเปลี่ยนชีวิตของเราในอีกสองปีข้างหน้าอย่างไร คุณพีรพล ฉัตรอนันทเวช ผู้อำนวยการฝ่ายอุปกรณ์สื่อสาร ดีแทค ได้มาเล่าให้เราฟังว่าอุปกรณ์สมาร์ทโฟนจะยังคงสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตเราอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2563

โทรศัพท์มือถือจะยังคงอยู่ต่อไป

มีการพูดถึง “การสิ้นยุคของสมาร์ทโฟน” แต่ผมไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นหรอก ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผมอยู่ในวงการนี้ ซึ่งรวมถึงช่วงที่ผมทำงานอยู่กับโนเกียและโมโตโรล่า (และดีแทคในปัจจุบัน) ผมได้เห็นความพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะโค่นล้มสมาร์ทโฟน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดในการผลิตหลายประการ โดยเฉพาะเกี่ยวกับวัตถุดิบในการผลิต ลองดูตัวอย่างของ Google Glass ซึ่งไม่ได้รับการผลิตออกสู่ตลาด เมื่อใดก็ตามที่มีอุปกรณ์ใหม่ๆ ออกมา คำถามที่ตามมาคือ มันจะมีความเสถียรหรือไม่ ใช้งานง่ายหรือไม่ อินเทอร์เฟซเป็นอย่างไร ในขณะที่สมาร์ทโฟนใช้งานได้ง่ายและสะดวก แม้กระทั่งเด็กๆ ก็สามารถใช้ได้

ฉลาดขึ้น, บางขึ้น, ถูกลง

สมาร์ทโฟนจะยังคงอยู่และมีวิวัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นซีพียูที่มีขนาด 1×1 มม. และเราจะได้เห็นเทคโนโลยีแบบจอพับได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถคลี่จอสมาร์ทโฟนออกมาเป็นจอขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่านวัตกรรมเหล่านี้จะยังไม่เกิดขึ้นจริงหรือว่าราคายังคงสูงอยู่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นแล้วก็คือเทคโนโลยี AI โดยสมาร์ทโฟน  Huawei Mate 10 Pro  ซึ่งถูกเปิดตัวในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ใช้หน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาท หรือ Neural Network Processing Unit (NPU) ที่สามารถรับรู้ได้ว่าคุณกำลังเล็งกล้องไปที่เด็ก สัตว์เลี้ยง หรือพระอาทิตย์ตก โดยกล้องจะปรับค่าในการถ่ายรูปให้เหมาะสมกับวัตถุที่คุณกำลังถ่าย นอกจากนี้มันยังสามารถควบคุมการแจ้งเตือนผ่านหน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาทเพื่อคาดการณ์แอพพลิเคชันที่คุณกำลังจะเปิดต่อไปได้อีกด้วย

สมาร์ทโฟนของคุณจะเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

อีกเหตุผลหนึ่งที่สมาร์ทโฟนไม่ถูกแทนที่ได้ง่ายๆ ก็คือ มันยังคงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อกับผู้คน กับระบบคลาวด์และอุปกรณ์อื่นๆ การเข้ามาของ Internet of Things (IoT) แสดงให้ว่ายังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเรา ดีแทคได้ติดตั้งเทคโนโลยี IoT ให้กับโครงการเกษตรนำร่อง 30 โครงการ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยเกษตรกรเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้บนโทรศัพท์มือถือของพวกเขาเอง

แต่ในความเป็นจริงคือ IoT จะไม่ได้เข้ามาพลิกเปลี่ยนชีวิตของพวกเราอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งปี 2563 เนื่องจากปัญหาอีกหลากหลายประการ ผู้คนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร พวกเขาไม่รู้ว่าจะหาซื้อกล่องควบคุมได้ที่ไหน หรือมันคุ้มมั้ยที่จะต้องซื้อหลอดไฟที่แพงกว่าหลอดไฟธรรมดา 10 เท่า เพียงเพื่อจะสามารถควบคุมมันจากโทรศัพท์มือถือ ในขณะที่ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจะมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำแก่ลูกค้า พร้อมกับให้บริการเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และเมื่อวันนั้นมาถึง พนักงานขายทั้งหมดของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจะต้องมีทักษะและความเชี่ยวชาญด้าน IoT อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

5G.pngไร้สายอย่างเต็มรูปแบบ

IoT จะเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบเดิม เช่น WiFi และ Bluetooth ที่ผู้ใช้จะต้องทำการตั้งค่าเพื่อจับคู่อุปกรณ์ทุกครั้งก่อนใช้งาน ประโยชน์ของเครือข่ายไร้สายก็คือความสามารถในการเชื่อมต่อจากทุกสถานที่ ตลอดเวลา และเมื่อเทคโนโลยี 5G ถูกเปิดตัวในปี 2563 เราจะมีเครือข่ายความเร็วสูง ที่มี Lag Time เพียงแค่ 0.001 วินาที สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมต้องเป็นไปอย่างทันท่วงที นอกเหนือจากนั้นแล้ว ถ้าเราสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ความเร็ว 10 Gbps บนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เราจะยังจำเป็นต้องมี WiFi ที่บ้านอีกหรือ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น WiFi จะหมดความสำคัญลง เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่แทบจะไม่มีใครใช้อีกแล้วในปัจจุบัน

ซิมโทรศัพท์มือถือก็จะกลายเป็นอดีตเช่นกัน บริษัท Apple ได้เปิดตัว Apple Watch Series 3 ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือผ่าน eSIM ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องพกพาโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา เทคโนโลยี eSIM จะยกระดับความสะดวกสบายในการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย โดยผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานได้โดยไม่ต้องมีซิมการ์ดแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับอุปกรณ์เชื่อมต่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ กระเป๋าถือ รองเท้ากีฬา หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงก็สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายได้ตลอดเวลา ทำให้เราสามารถติดตามสิ่งของมีค่า บุคคลที่รัก หรือวัดผลกิจกรรมและการออกกำลังกายต่างๆ ผ่านทางอุปกรณ์ติดตามขนาดเล็กซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่าย 4G/3G

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเครือข่ายที่กำลังถูกสร้างขึ้นในปัจจุบันนี้จะต้องสามารถรองรับอุปกรณ์ในวันนี้และอนาคตได้ คลื่นความถี่อย่าง 2300 MHz และ 2600 MHz รองรับการเชื่อมต่อความเร็วสูง ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่ออนาคตการพัฒนาดิจิทัลของประเทศไทย ดังนั้นเราต้องเริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตไร้สายสำหรับอนาคตได้แล้วในวันนี้

 

ENGLISH VERSION

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s